Posted by: kruoiyn | 08/01/2011

สมบัติของอากาศ

ความหนาแน่นของอากาศ
อากาศ เป็นสสาร มีมวลและปริมาตร เราเรียกอัตราส่วนระหว่างมวลกับปริมาตรของอากาศว่า ความหนาแน่นของอากาศ
จากการศึกษาความหนาแน่นของอากาศ พบว่าอากาศโดยทั่วๆไปที่ผิวโลกบริเวณระดับน้ำทะเลมีความหนาแน่นประมาณ 1.2 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร นั่นคือ อากาศปริมาตร 1 ลูกบาศก์เมตร ที่บริเวณระดับน้ำทะเล จะมีมวลประมาณ 1.2 กิโลกรัม
ถ้าความสูงจากระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น ความหนาแน่นของอากาศจะมีค่าลดลง นั่นคือ ที่บริเวณสูงๆขึ้นไปจากระดับน้ำทะเลจะมีอากาศอยู่เจือจาง
อุณหภูมิของอากาศ
แหล่งพลังงานความร้อนที่สำคัญของโลกคือดวงอาทิตย์ ในช่วงเช้ารังสีที่ส่องลงมากระทบพื้นโลกจะถูกดูดกลืนไว้โดยพื้นผิวโลก จากนั้นจะคายออกมาในรูปของรังสีความร้อน ส่วนหนึ่งจะแผ่กระจายออกนอกชั้นบรรยากาศ แต่ส่วนใหญ่จะถูกแก๊ส เมฆ (ไอน้ำ) อนุภาคฝุ่นละอองที่อยู่ในชั้นบรรยากาศดูดกลืนไว้ เป็นผลให้อุณหภูมิของอากาศบริเวณนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆตามระยะเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาเที่ยงวัน บริเวณดังกล่าวนี้จะดูดกลืนรังสีจากดวงอาทิตย์ไว้เต็มที่ หลังเที่ยงวัน พื้นผิวโลกจะคายความร้อนเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้อากาศในช่วงบ่ายมีอุณหภูมิสูงที่สุดและจะค่อยๆเย็นลงจนกระทั่งเวลากลางคืนการคายความร้อนของโลกก็ยังคงดำเนินต่อไป แต่อุณหภูมิจะค่อยๆลดลงจนมีอุณหภูมิต่ำสุดในช่วงเวลาประมาณ 04.00 น. เนื่องจากรังสีความร้อนแผ่ออกนอกโลก ดังนั้นในแต่ละวันอุณหภูมิของอากาศจึงมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
นอกจากนี้อุณหภูมิของอากาศยังเปลี่ยนแปลงตามความสูงจากระดับน้ำทะเลด้วย
เครื่องมือวัดอุณหภูมิของอากาศคือเทอร์มอมิเตอร์ ซึ่งจะมีลักษณะเฉพาะเพื่อใช้วัดอุณหภูมิของอากาศที่มีค่าอุณหภูมิสูงสุดและอุณหภูมิต่ำสุด ที่เรียกว่า เทอร์มอมิเตอร์แบบเกณฑ์สูงและเทอร์มอมิเตอร์แบบเกณฑ์ต่ำ

ความดันของอากาศ
อากาศมีแรงดัน แรงดันของอากาศจะกระทำต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่บนโลก แม้แต่ตัวของเราก็ได้รับแรงดันจากอากาศอยู่ตลอดเวลา แรงดันของอากาศสังเกตจากการเป่าลูกโป่งหรือสูบลมเข้าไปในยางรถ อากาศภายในจะดันให้ลูกโป่งและยางรถพองโตออก แรงดันอากาศบนพื้นที่ขนาดต่างๆกัน จะมีค่าต่างกัน ค่าของแรงดันอากาศต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ที่รองรับแรงดันนั้นก็คือค่าความดันอากาศ หรือบางครั้งเรียกว่า ความดันบรรยากาศ ซึ่งมีหน่วยเป็นนิวตันต่อตารางเมตร หรือ N/m2 และในการพยากรณ์อากาศเรียกความดันอากาศว่า ความกดอากาศ
สมบัติของความกดอากาศ มีดังนี้
1. ความกดอากาศบนพื้นโลกแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกัน เนื่องจากพลังงานความร้อนที่ได
รับจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน
2. ความกดอากาศจะลดลงตามระดับความสูงของพื้นที่
3. ที่ระดับความสูงเดียวกัน ความกดอากาศจะเท่ากัน
4. ความกดอากาศขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ คือเมื่ออากาศได้รับความร้อน อากาศจะขยายตัว
จึงมีความกดอากาศต่ำ
5. ความกดอากาศขึ้นอยู่กับความชื้น อากาศชื้นมีไอน้ำมากและมีโมเลกุลเบากว่า
โมเลกุลของออกซิเจน ไนโตรเจน ดังนั้น อากาศชื้นจึงมีความกดอากาศต่ำกว่าอากาศแห้ง
เครื่องมือวัดความดันอากาศ
1. บารอมิเตอร์ปรอท ประกอบด้วยหลอดแก้วกลวงยาวประมาณ 90 เซนติเมตร ปลายด้านหนึ่งปิด บรรจุปรอทเต็มหลอดแก้ว ปากหลอดแก้วจะคว่ำอยู่ในภาชนะที่มีปรอท จะพบว่าปรอทในหลอดแก้วลดลงมาเล็กน้อย แต่ยังคงเหลือปรอทในหลอดแก้วมีความสูงเหนือระดับปรอทในภาชนะ ถ้าอยู่ที่ระดับน้ำทะเล ระดับปรอทจะอยู่สูงเหนือระดับปรอทในภาชนะ 76 เซนติเมตร หรือ 760 มิลลิเมตร เมื่อความกดอากาศเปลี่ยนแปลงระดับปรอทในหลอดแก้วจะเปลี่ยนแปลงไปด้วย ที่ว่างตอนบนของหลอดแก้วเป็นสูญญากาศ
2. แอนิรอยด์บารอมิเตอร์ ประกอบด้วยตลับโลหะทำด้วยอลูมิเนียม ผิวด้านนอกทำให้เป็นคลื่น ยึดด้านหนึ่งของตลับติดกับสปริงต่อไปที่คานและเข็มชี้ ตลับจะยุบหรือพองตามลักษณะความกดอากาศ ถ้าความกดอากาศสูงจะทำให้ตลับยุบตัวลงไปทำให้เข็มชี้ไปบนหน้าปัดที่มีตัวเลขแสดงความกดอากาศเป็นมิลลิบาร์
3. บารอกราฟ มีส่วนประกอบคล้ายกับแบบแอนนิรอยด์บารอมิเตอร์ ที่มีพิเศษกว่าก็คือสามารถบันทึกข้อมูลของความกดอากาศต่อเนื่องและบอกเวลาได้ด้วย เหมาะสำหรับใช้ในการพยากรณ์อากาศ
4. แอลติมิเตอร์ เป็นเครื่องมือวัดความสูงใช้หลักการเดียวกันกับแอนิรอยด์บารอมิเตอร์ แต่ปรับหน้าปัดให้อ่านความสูงได้ด้วย ใช้สำหรับวัดความสูงในเครื่องบิน หรือติดตัวนักโดดร่ม โดยอาศัยหลักความจริงที่ว่า เมื่อขึ้นไปในที่สูงจากระดับน้ำทะเล ความกดอากาศจะลดลง 1 มิลลิเมตรปรอท ทุกๆความสูง 11 เมตร จากระดับน้ำทะเล

ตัวอย่าง บนยอดเขาแห่งหนึ่ง วัดความดันอากาศได้ 590 มิลลิเมตรปรอท จงหาความสูงจากระดับน้ำทะเลของยอดเขาแห่งนี้
ระดับปรอทที่ระดับน้ำทะเล = 760 มิลลิเมตร
ระดับปรอทที่ยอดเขา = 590 มิลลิเมตร
ดังนั้นระดับปรอทลดลง = 760 – 590 = 170 มิลลิเมตร
ระดับปรอทลดลง 1 มิลลิเมตร ความสูง = 11 เมตร
ระดับปรอทลดลง 170 มิลลิเมตร ความสูง = 11 x 170 = 1,870 เมตร
ตอบ ยอดเขานี้สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,870 เมตร

ความชื้นของอากาศ
ความชื้นของอากาศ หมายถึง ปริมาณไอน้ำในอากาศ ซึ่งเกิดจากการระเหยของน้ำจากแหล่งน้ำต่างๆ เช่น แม่น้ำ คลอง หนอง บึง ทะเล มหาสมุทร รวมทั้งการคายน้ำของพืช
ในอากาศทั่วๆ ไปที่อยู่รอบๆ ตัวเรามีไอน้ำปนอยู่ ถ้าอากาศอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถรับ
ไอน้ำได้อีกแล้ว แสดงว่าอากาศในขณะนั้นอิ่มตัวด้วยไอน้ำหรืออยู่ในสภาวะที่อากาศมีความชื้นมากที่สุดนั่นเอง
โดยทั่วไปเรามีวิธีบอกความชื้นของอากาศ มีวิธีบอกได้ 2 วิธีคือ
1. ความชื้นสัมบูรณ์ หมายถึง อัตราส่วนระหว่างมวลของไอน้ำในอากาศกับปริมาตรของ
อากาศนั้น
2. ความชื้นสัมพัทธ์ หมายถึง ปริมาณเปรียบเทียบระหว่างมวลของไอน้ำที่มีอยู่จริงใน
อากาศขณะนั้นกับมวลของไอน้ำในอากาศอิ่มตัวที่อุณหภูมิและปริมาตรเดียวกัน ความชื้นสัมพัทธ์นิยมคิดเป็นร้อยละ ซึ่งแสดงได้ดังนี้
ความชื้นในอากาศเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ถ้าความชื้นในอากาศมีมาก จะทำให้เหงื่อที่ตัวเราระเหยได้น้อย ทำให้เหนียวตัวและรู้สึกอึดอัด น้ำจากแหล่งน้ำต่างๆระเหยสู่อากาศได้น้อย ผ้าที่ซักตากไว้จะแห้งช้า ถ้าความชื้นในอากาศมีน้อยหรืออากาศแห้ง เหงื่อจะระเหยได้มาก ทำให้รู้สึกเย็น จนบางครั้งทำให้ผิวหนังแห้งหรือแตก น้ำจากแหล่งน้ำต่างๆระเหยสู่อากาศได้มาก ผ้าที่ซักตากไว้จะแห้งเร็ว
การวัดความชื้นในอากาศนิยมวัดเป็นความชื้นสัมพัทธ์ ใช้เครื่องมือวัดที่เรียกว่า ไฮโกรมิเตอร์ ซึ่งมีหลายชนิด ที่นิยมใช้ทั่วไป ได้แก่ไฮโกรมิเตอร์แบบกระเปาะเปียก-กระเปาะแห้ง เมื่อต้องการทราบค่าความชื้นสัมพัทธ์ให้นำผลต่างของอุณหภูมิจากเทอร์มอมิเตอร์กระเปาะเปียกและเทอร์มอมิเตอร์กระเปาะแห้งมาหาความชื้นสัมพัทธ์จากตาราง
ตัวอย่าง อ่านอุณหภูมิของเทอร์มอมิเตอร์กระเปาะแห้งได้ 29 องศาเซลเซียส อ่านอุณหภูมิของเทอร์มอมิเตอร์กระเปาะเปียกได้ 24 องศาเซลเซียส ค่าความชื้นสัมพัทธ์เป็นเท่าไร
วิธีทำ ผลต่างของอุณหภูมิ = 29 – 24
= 5 องศาเซลเซียส

Posted by: kruoiyn | 08/01/2011

บรรยากาศ

อากาศเป็นส่วนผสมของก๊าซต่างๆ รวมทั้งไอน้ำที่ระเหยมาจากแหล่งน้ำต่างๆ ด้วย นักวิทยาศาสตร์แบ่งอากาศออกเป็น 2 ชนิด คือ อากาศแห้ง หมายถึงอากาศที่ไม่มีไอน้ำอยู่ด้วยและอากาศชื้น หมายถึงอากาศที่มีไอน้ำปนอยู่ด้วยตามปกติ ในบรรยากาศมีไอน้ำอยู่ประมาณร้อยละ 0 ถึง 4 ของอากาศทั้งหมด ไอน้ำเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมาก เนื่องจากเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดฝน ลม พายุ ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง โดยทั่วไปแล้วอากาศแห้งมีส่วนผสมของก๊าซโดยประมาณ
ดังตาราง
ตารางแสดงส่วนประกอบของอากาศแห้ง
ก๊าซที่เป็นส่วนประกอบของอากาศ ปริมาณ(ร้อยละโดยประมาณ)
ไนโตรเจน 21
ออกซิเจน 7
อาร์กอน 0.9
คาร์บอนไดออกไซด์ 0.3
ก๊าซอื่นๆ 0.4

โดยปกติโดยทั่วไปแล้วจะไม่มีอากาศแห้งโดยแท้จริง อากาศทั่วไปเป็นอากาศชื้น ถ้าอากาศชื้นมีน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ก็จะมีไอน้ำปนอยู่ประมาณ 40 กรัม
การแบ่งชั้นบรรยากาศ
แบ่งโดยใช้อุณหภูมิ เป็นเกณฑ์
1. ชั้นโทรโพสเฟียร์ (troposphere) เป็นบรรยากาศที่เราอาศัยอยู่ ระยะความสูงไม่เกิน
12 km ในชั้นนี้อุณหภูมิของอากาศจะค่อยๆลดลงตามระดับความสูง มีอากาศหนาแน่นและมีไอน้ำมาก มีลักษณะทางลมฟ้าอากาศ เช่นมีเมฆ หมอก ฝน ลม พายุ
2. ชั้นสตราโตสเฟียร์ (stratosphere) อยู่เหนือชั้นโทรโพสเฟียร์ ขึ้นไปจนถึงระดับ
ความสูงประมาณ 50 km มีแก๊สโอโซนในปริมาณมาก อุณหภูมิค่อนข้างคงที่หรือสูงขึ้นเล็กน้อยตามความสูงที่เพิ่มขึ้น
3. ชั้นมีโซสเฟียร์(mesosphere) อยู่เหนือชั้นสตราโตสเฟียร์ ขึ้นไปจนถึงระดับความสูง
ประมาณ 80 km อุณหภูมิลดลงตามระดับความสูง
4. ชั้นเทอร์โมสเฟียร์(thermosphere) อยู่เหนือชั้นมีโซสเฟียร์ ขึ้นไปจนถึงระดับความสูง
ประมาณ 400-500 km อุณหภูมิของบรรยากาศชั้นนี้สูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงความสูง 100 km แรก หลังจากนั้นอัตราการสูงขึ้นของอุณหภูมิจะลดลง บรรยากาศชั้นนี้ร้อนมาก อุณหภูมิประมาณ 1,227-1,727 องศาเซลเซียส
แบ่งโดยใช้สมบัติสมบัติของก๊าซในบรรยากาศเป็นเกณฑ์
1. ชั้นโทรโพสเฟียร์ (troposphere) อยู่ติดกับผิวโลกขึ้นไปสูง 12 km ส่วนผสมของ
อากาศที่สำคัญคือ ไอน้ำ มีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเกิดขึ้นมาก
2. ชั้นโอโซโนสเฟียร์ (ozonosphere) อยู่เหนือชั้นโทรโพสเฟียร์ ขึ้นไปจนถึงระดับ
ความสูงประมาณ 50-55 km มีก๊าซโอโซนในปริมาณมาก
3. ชั้นไอโอโนสเฟียร์ (ionosphere) อยู่เหนือชั้นโอโซโนสเฟียร์ ขึ้นไปจนถึงระดับ
ความสูงประมาณ 600 km อากาศมีน้อยมากและเกิดการแตกตัวเป็นประจุไฟฟ้า ที่เรียกว่า ไอออน ทำให้บรรยากาศในชั้นนี้มีสมบัติทางไฟฟ้า ช่วยในการสื่อสารวิทยุโดยสะท้อนคลื่นวิทยุกลับมายังผิวโลก ทำให้มนุษย์ส่งคลื่นวิทยุไปยังส่วนต่างๆของโลกได้เป็นระยะทางไกลๆ
4. ชั้นเอกโซสเฟียร์ (exosphere) เป็นชั้นบรรยากาศที่อยู่นอกสุดที่ห่อหุ้มโลก บรรยากาศในชั้นนี้จะค่อยๆกลืนกับอวกาศจนยากที่จะกำหนดว่ามีขอบเขตเท่าใด บรรยากาศชั้นนี้มีก๊าซที่เบา เช่น ก๊าซไฮโดรเจนและก๊าซฮีเลียม
ประโยชน์ของชั้นบรรยากาศ
1. ช่วยปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมกับการดำรงชีวิต เช่น ช่วงกลางวันก็ไม่ร้อนจนเกินไป ช่วงกลางคืนก็ไม่เย็นจนเกินไป เนื่องจากกลางวันอากาศจะช่วยดูดกลืนความร้อนจากดวงอาทิตย์ไว้บางส่วน และกลางคืนจะช่วยระบายความร้อน
2. ช่วยป้องกันรังสีต่างๆที่เป็นอันตราย เช่น รังสีอัตราไวโอเลต จะถูกก๊าซโอโซนดูดซับไว้บางส่วน ทำให้มนุษย์ได้รับรังสีนี้ในปริมาณความเข้มที่เหมาะสม ถ้ามนุษย์ได้รับรังสีนี้มากเกินไปจะทำให้เกิดมะเร็งที่ผิวหนัง
3. ช่วยป้องกันอันตรายจากอนุภาคต่างๆที่มาจากนอกโลก เช่น อุกกาบาต จะเกิดการ
ลุกไหม้เพราะเสียดสีกับอากาศก่อนจะตกลงสู่ผิวโลก
4. ส่วนผสมของก๊าซต่างๆใช้ในการดำรงชีวิต เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พืชใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง ก๊าซออกซิเจนใช้ในกระบวนการหายใจของสิ่งมีชีวิต

Posted by: kruoiyn | 08/01/2011

สารรอบตัว

Posted by: kruoiyn | 21/08/2010

ส่งข่าวสาร

การศึกษาบทเรียน…ให้ดูใบงาน
ให้ละเอียด

การถ่ายโอนพลังงานความร้อนมี 3 แบบ

            1. การนำความร้อน  เป็นวิธีการถ่ายโอนพลังงานความร้อนโดยพลังงานความร้อนเคลื่อนที่ผ่านเช้าไปในตัวกลางหรือวัตถุและตัวกลางนั้นไม่เคลื่อนที่

            2. การพาความร้อน เป็นวิธีการถ่ายโอนพลังงานความร้อนโดยพลังงานความร้อนเคลื่อนที่ไปพร้อมๆกับตัวกลางหรือวัตถุ

            3. การแผ่รังสีความร้อน เป็นวิธีการถ่ายโอนพลังงานความร้อนโดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางหรือวัตถุ

ตัวนำความร้อนและฉนวนความร้อน

            ตัวนำความร้อนหมายถึงวัตถุที่ยอมให้ความร้อนเคลื่อนที่ผ่านเข้าไปในวัตถุนั้นได้ดี ส่วนใหญ่มักเป็นโลหะซึ่งมีอิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่อย่างอิสระ ทำให้นำความร้อนได้เร็ว ได้แก่ เงิน ทองทองแดง อลูมิเนียม  ฯลฯ

            ฉนวนความร้อนหมายถึงวัตถุที่ไม่ยอมให้ความร้อนเคลื่อนที่ ผ่านเข้าไปได้ หรือนำความร้อนได้ไม่ดี ได้แก่ ไม้ พลาสติก แก้ว น้ำ อากาศ ฯลฯ

การนำความรู้เกี่ยวกับการนำความร้อนไปใช้ประโยชน์

            เรานำความรู้เกี่ยวกับการถ่ายโอนพลังงานความร้อนไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันหลายประการ เช่น การออกแบบกระทะหรือหม้อหุงต้มนิยมทำด้วยสแตนเลสหรืออลูมิเนียม แต่ด้ามจับทำด้วยพลาสติกเพราะเป็นฉนวน   พื้นเตารีดทำด้วยโลหะแต่มือจับทำด้วยพลาสติก ตัวกระติกน้ำแข็งนิยมทำด้วยพลาสติกเพราะเป็นฉนวนความร้อนทำให้ความร้อนจากภายนอกไม่สามารถผ่านเข้าไปในกระติกน้ำแข็งได้  ที่รองอุปกรณ์ปรุงอาหารในครัวนิยมทำด้วยไม้คอร์ก ป้องกันพื้นโต๊ะเสียหายเมื่อนำอุปกรณ์ร้อนๆวางบนโต๊ะ อุปกรณ์บัดกรีไฟฟ้านิยมทำด้วยทองแดงมือจับทำด้วยฉนวนเช่น พลาสติกแข็ง เรซิน   อากาศเป็นฉนวนความร้อนที่ดี จึงมีการนำอากาศมาใช้เป็นฉนวนความร้อนของเครื่องใช้ แต่อากาศเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระจึงต้องทำช่องหรือตาข่ายเก็บอากาศไว้ เช่น ถุงมือที่ใช้จับภาชนะหุงต้มอาหารจะมีช่องหรือบริเวณที่ใช้เก็บกักอากาศ เวลาใช้จึงรู้สึกว่าถุงมือโป่งพอง ทั้งนี้เพื่อให้อากาศเป็นตัวกันไม่ให้ความร้อนไหลเข้าสู่มือขณะจับจาน กระทะหรือภาชนะหุงต้มขณะยังร้อนอยู่  ผ้าห่มจะถูกทำให้มีช่องอากาศ เมื่อใช้ผ้าห่มห่มร่างกายขณะที่อากาศภายนอกเย็น อากาศที่ถูกเก็บไว้ในผ้าห่มจะช่วยป้องกันไม่ให้ความร้อนจากร่างกายไหลออกไปทำให้ร่างกายอบอุ่นขณะห่มผ้าห่ม
                                                      รูป อุปกรณ์บัดกรีไฟฟ้า

                                                  (บัญชา  แสนทวี. 2546 : 193)

การนำความรู้เกี่ยวกับการพาความร้อนไปใช้ประโยชน์

            กาต้มน้ำร้อนใช้หลักการพาความร้อนของของเหลว โดยอุปกรณ์การทำความร้อนจะติดตั้งอยู่บริเวณก้นกาต้มน้ำ เมื่อเปิดสวิตซ์ใช้งาน น้ำบริเวณโดยรอบอุปกรณ์ทำความร้อนจะเริ่มร้อนขึ้นช้าๆโดยการนำความร้อน น้ำอุ่นที่อุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆจะลอยตัวสูงขึ้นและน้ำเย็นจะลอยตัวต่ำลงแทนที่ เกิดเป็นกระแสการพาความร้อนจนกระทั่งน้ำในกาต้มน้ำเดือด

            ประเทศในเขตร้อนจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่ใช้หลักการพาความร้อน เมื่อเราเปิดสวิตซ์ให้เครื่องปรับอากาศทำงาน อากาศเย็นบริเวณใกล้ๆเครื่องปรับอากาศจะลอยตัวต่ำลงทำให้เกิดกระแสการพาความร้อนไหลเวียนภายในห้อง ทำให้อากาศในห้องเย็นสบาย ส่วนประเทศในเขตอบอุ่นหรือเขตหนาวจะติดตั้งเครื่องทำความร้อน อากาศที่ร้อนจากเครื่องทำความร้อนจะก่อให้เกิดกระแสการพาความร้อน ทำให้ความร้อนไหลเวียนไปรอบๆห้องทำให้อากาศในห้องอบอุ่น
        รูป แสดงการหมุนเวียนของอากาศในห้องที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความร้อน

                                                (บัญชา  แสนทวี. 2546  : 197)

 

การถ่ายโอนพลังงานความร้อนมี 3 แบบ

            1. การนำความร้อน  เป็นวิธีการถ่ายโอนพลังงานความร้อนโดยพลังงานความร้อนเคลื่อนที่ผ่านเช้าไปในตัวกลางหรือวัตถุและตัวกลางนั้นไม่เคลื่อนที่

            2. การพาความร้อน เป็นวิธีการถ่ายโอนพลังงานความร้อนโดยพลังงานความร้อนเคลื่อนที่ไปพร้อมๆกับตัวกลางหรือวัตถุ

            3. การแผ่รังสีความร้อน เป็นวิธีการถ่ายโอนพลังงานความร้อนโดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางหรือวัตถุ

ตัวนำความร้อนและฉนวนความร้อน

            ตัวนำความร้อนหมายถึงวัตถุที่ยอมให้ความร้อนเคลื่อนที่ผ่านเข้าไปในวัตถุนั้นได้ดี ส่วนใหญ่มักเป็นโลหะซึ่งมีอิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่อย่างอิสระ ทำให้นำความร้อนได้เร็ว ได้แก่ เงิน ทองทองแดง อลูมิเนียม  ฯลฯ

            ฉนวนความร้อนหมายถึงวัตถุที่ไม่ยอมให้ความร้อนเคลื่อนที่ ผ่านเข้าไปได้ หรือนำความร้อนได้ไม่ดี ได้แก่ ไม้ พลาสติก แก้ว น้ำ อากาศ ฯลฯ

การนำความรู้เกี่ยวกับการนำความร้อนไปใช้ประโยชน์

            เรานำความรู้เกี่ยวกับการถ่ายโอนพลังงานความร้อนไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันหลายประการ เช่น การออกแบบกระทะหรือหม้อหุงต้มนิยมทำด้วยสแตนเลสหรืออลูมิเนียม แต่ด้ามจับทำด้วยพลาสติกเพราะเป็นฉนวน   พื้นเตารีดทำด้วยโลหะแต่มือจับทำด้วยพลาสติก ตัวกระติกน้ำแข็งนิยมทำด้วยพลาสติกเพราะเป็นฉนวนความร้อนทำให้ความร้อนจากภายนอกไม่สามารถผ่านเข้าไปในกระติกน้ำแข็งได้  ที่รองอุปกรณ์ปรุงอาหารในครัวนิยมทำด้วยไม้คอร์ก ป้องกันพื้นโต๊ะเสียหายเมื่อนำอุปกรณ์ร้อนๆวางบนโต๊ะ อุปกรณ์บัดกรีไฟฟ้านิยมทำด้วยทองแดงมือจับทำด้วยฉนวนเช่น พลาสติกแข็ง เรซิน   อากาศเป็นฉนวนความร้อนที่ดี จึงมีการนำอากาศมาใช้เป็นฉนวนความร้อนของเครื่องใช้ แต่อากาศเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระจึงต้องทำช่องหรือตาข่ายเก็บอากาศไว้ เช่น ถุงมือที่ใช้จับภาชนะหุงต้มอาหารจะมีช่องหรือบริเวณที่ใช้เก็บกักอากาศ เวลาใช้จึงรู้สึกว่าถุงมือโป่งพอง ทั้งนี้เพื่อให้อากาศเป็นตัวกันไม่ให้ความร้อนไหลเข้าสู่มือขณะจับจาน กระทะหรือภาชนะหุงต้มขณะยังร้อนอยู่  ผ้าห่มจะถูกทำให้มีช่องอากาศ เมื่อใช้ผ้าห่มห่มร่างกายขณะที่อากาศภายนอกเย็น อากาศที่ถูกเก็บไว้ในผ้าห่มจะช่วยป้องกันไม่ให้ความร้อนจากร่างกายไหลออกไปทำให้ร่างกายอบอุ่นขณะห่มผ้าห่ม
                                                      รูป อุปกรณ์บัดกรีไฟฟ้า

                                                  (บัญชา  แสนทวี. 2546 : 193)

การนำความรู้เกี่ยวกับการพาความร้อนไปใช้ประโยชน์

            กาต้มน้ำร้อนใช้หลักการพาความร้อนของของเหลว โดยอุปกรณ์การทำความร้อนจะติดตั้งอยู่บริเวณก้นกาต้มน้ำ เมื่อเปิดสวิตซ์ใช้งาน น้ำบริเวณโดยรอบอุปกรณ์ทำความร้อนจะเริ่มร้อนขึ้นช้าๆโดยการนำความร้อน น้ำอุ่นที่อุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆจะลอยตัวสูงขึ้นและน้ำเย็นจะลอยตัวต่ำลงแทนที่ เกิดเป็นกระแสการพาความร้อนจนกระทั่งน้ำในกาต้มน้ำเดือด

            ประเทศในเขตร้อนจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่ใช้หลักการพาความร้อน เมื่อเราเปิดสวิตซ์ให้เครื่องปรับอากาศทำงาน อากาศเย็นบริเวณใกล้ๆเครื่องปรับอากาศจะลอยตัวต่ำลงทำให้เกิดกระแสการพาความร้อนไหลเวียนภายในห้อง ทำให้อากาศในห้องเย็นสบาย ส่วนประเทศในเขตอบอุ่นหรือเขตหนาวจะติดตั้งเครื่องทำความร้อน อากาศที่ร้อนจากเครื่องทำความร้อนจะก่อให้เกิดกระแสการพาความร้อน ทำให้ความร้อนไหลเวียนไปรอบๆห้องทำให้อากาศในห้องอบอุ่น
        รูป แสดงการหมุนเวียนของอากาศในห้องที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความร้อน

                                                (บัญชา  แสนทวี. 2546  : 197)

สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้น ม.1   

ใบความรู้ เรื่อง

โครงงานวิทยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์พื้นฐานรหัส ว 21102      

 

            โครงงาน คือ รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ศึกษาค้นคว้าสิ่งที่สนใจ โดยใช้วิธีการอย่างเป็นระบบ

            โครงงานวิทยาศาสตร์เป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากความต้องการของนักเรียน ซึ่งเป็นความต้องการค้นคว้าหาคำตอบเมื่อเกิดความสงสัยหรือเกิดปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งทางวิทยาศาสตร์โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการค้นคว้า  ซึ่งประกอบด้วย

  1. ระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ มีขั้นตอนดังนี้

1.1  การตั้งปัญหา       1.2  การตั้งสมมติฐาน

1.3  การตรวจสอบสมมติฐาน(ออกแบบรวบรวมข้อมูลหรือออกแบบทดลองและ

ทำการทดลอง)

1.4  การวิเคราะห์และสรุปผล

 2. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คือความชำนาญในการใช้ความคิดในการสังเกต

การคำนวณ การจัดกระทำข้อมูล การสื่อความหมาย การออกแบบการทดลอง ตลอดจนการสรุปผลการทดลอง ซึ่งทักษะเหล่านี้จะนำไปสู่การค้นคว้าหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความรู้ในสาขาวิชาต่างๆ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

       2.1. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ได้แก่

            2.1.1  ทักษะการสังเกต      2.1.2  ทักษะการวัด

            2.1.3  ทักษะในการใช้เลขจำนวนหรือการคำนวณ

            2.1.4  ทักษะในการจำแนกประเภท

            2.1.5  ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา

            2.1.6  ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล

            2.1.7  ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล

            2.1.8  ทักษะการทำนาย

 2.2  ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นผสม ได้แก่

           2.2.1  ทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปร

           2.2.2  ทักษะการตั้งสมมติฐาน

           2.2.3  ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ   

           2.2.4  ทักษะการทดลอง

           2.2.5   ทักษะการตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป

                   3. เจตคติ คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมทางวิทยาศาสตร์
                             3.1. ความสนใจใฝ่รู้
                             3.2 ความมุ่งมั่น อดทน รอบคอบ
                             3.3  ความซื่อสัตย์ ประหยัด
                             3.4. การร่วมแสดงความคิดเห็น และยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
                             3.5. ความมีเหตุผล
                             3.6. การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสร้างสรรค์
                             3.7. มีความพอใจ ความซาบซึ้ง ความสุขในการสืบเสาะหาความรู้และรักที่จะเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต
                             3.8. ตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใช้ในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ
                             3.9. ตระหนักว่าการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีผลต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม
                             3.10. แสดงความชื่นชมยกย่องและเคารพในสิทธิของผลงานที่ผู้อื่นและตนเองคิดขึ้น
                             3.11. แสดงความซาบซึ้งในความงามและตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม    เข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์   พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนและในท้องถิ่น
                              3.12. ตระหนักและยอมรับความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้และการทำงานต่างๆ

ประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร์

  1. โครงงานวิทยาศาสตร์ประเภทสำรวจ เป็นโครงงานที่สำรวจรวบรวมข้อมูลต่างๆ
  2. โครงงานวิทยาศาสตร์ประเภททดลอง เป็นโครงงานที่ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ทดลองค้นคว้า
  3. โครงงานวิทยาศาสตร์ประเภทสิ่งประดิษฐ์ เป็นโครงงานที่ออกแบบสร้างสิ่งประดิษฐ์แล้วนำไปทดลองใช้เปรียบเทียบกับของเดิมที่มีอยู่หรือวิธีการเดิมที่ใช้อยู่ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพ
  4. โครงงานวิทยาศาสตร์ประเภททฤษฎี เป็นโครงงานที่นำเสนอผลงานเชิงทฤษฎีที่ศึกษาค้นคว้า

การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์

                    รายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยส่วนและหัวข้อต่างๆดังต่อไปนี้

  1. ปกนอก
  2. ปกใน
  3. บทคัดย่อ
  4. กิตติกรรมประกาศ     
  5. สารบัญ
  6. สารบัญตาราง
  7. สารบัญกราฟ
  8. สารบัญรูปภาพ
  9. บทที่ 1 บทนำ
  10.  บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง
  11.  บทที่ 3 อุปกรณ์และวิธีการทดลอง
  12. บทที่ 4  ผลการทดลอง
  13. บทที่ 5  สรุปและอภิปรายผลการทดลอง
  14. บรรณานุกรม(เอกสารอ้างอิง)
  15. ภาคผนวก(ถ้ามี)

หมายเหตุ ภาคผนวกคือส่วนเสริมของรายงาน เป็นสิ่งที่ไม่ต้องการให้อยู่ในบทใดบทหนึ่ง

ของรายงาน เพราะจะเป็นรายละเอียดเกินไป  จึงเขียนแยกออกมา โดยขึ้นหน้าใหม่ต่อจากบรรณานุกรม เช่น คำอธิบายบางอย่าง วิธีการใช้เครื่องมือบางอย่าง เป็นต้น ภาคผนวกอาจไม่ต้องมีก็ได้ถ้าไม่จำเป็น

คำอธิบายรายละเอียดการเขียนรายงาน

  1. ปกนอก ประกอบด้วย

                                             1.1  ชื่อโครงงาน  

                                             1.2  ชื่อผู้จัดทำ

                                             1.3  สถานศึกษา

                                            1.4  รายละเอียดของการประกวด ดังตัวอย่าง

รายงานฉบับนี้เป็นส่วนประกอบของโครงงานวิทยาศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษา

ตอนต้น  ประเภท ……………..ประกอบการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

โรงเรียนศรีสุขวิทยา

            วันที่……………เดือน………………..พ.ศ…………

  1. ปกใน ประกอบด้วย

2.1 ชื่อโครงงาน

2.2  ชื่อผู้จัดทำ

2.3  ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา

3.      บทคัดย่อ 

       เขียนเกี่ยวกับความสำคัญของโครงงานโดยย่อ เช่น วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ และผลสรุปของการศึกษา ความยาวไม่ควรเกิน 1 หน้า

4.      กิตติกรรมประกาศ 

คำขอบคุณผู้มีส่วนช่วยในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์

5. สารบัญ ประกอบด้วย

5.1  สารบัญ

5.2  สารบัญตาราง

5.3  สารบัญกราฟ

5.4  สารบัญรูปภาพ

6. เนื้อเรื่องโครงงาน

บทที่ 1 บทนำ

      ที่มาและความสำคัญ

                  (กล่าวถึงความเป็นมา เหตุจูงใจ หรือปัญหาที่ศึกษา)

      จุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า

                  (ระบุจุดประสงค์ของการศึกษาค้นคว้าหรือปัญหาที่ต้องการศึกษาเพื่อให้ได้คำตอบ)

      สมมติฐานของการศึกษา

                  (ข้อความที่แสดงการคาดคะเนคำตอบล่วงหน้าก่อนการทดลอง  มีพื้นฐานจากการศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและข้อมูลอื่น ๆ   ถ้าเป็นโครงงานประเภทสำรวจก็ไม่ต้องระบุสมมติฐาน)

      ตัวแปรที่เกี่ยวข้อง

                  (มีตัวแปรต้น……………., ตัวแปราตาม………………, ตัวแปรควบคุม……….)

      ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า

                  (ระบุให้ชัดเจนว่าโครงงานนี้ทำกว้างแค่ไหน)

      ข้อตกลงเบื้องต้นและศัพท์เทคนิค

                  (ระบุความหมายของคำบางคำให้ชัดเจน)

บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง

      (กล่าวถึงข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษาจากเอกสาร ตำรา วารสาร หรือสิ่งพิมพ์อื่นๆ เพื่อให้ได้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการ หลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องนำมาใช้และเป็นแนวทางของการตั้งสมมติฐาน)

บทที่ 3 อุปกรณ์และวิธีดำเนินการทดลอง

      วัสดุ-อุปกรณ์และสารเคมี

                  (ให้ระบุว่าใช้วัสดุอุปกรณ์และสารเคมีใดบ้าง)

      วิธีดำเนินการทดลอง

                  (อธิบายวิธีการศึกษาค้นคว้าทุกขั้นตอนโดยละเอียด เช่นการออกแบบการทดลอง วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล การคิดตัวเลขทางสถิติ)

บทที่ 4 ผลการทดลอง

      (ระบุผลที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการดำเนินการทดลอง ควรนำเสนอในรูปตาราง กราฟ หรือรูปภาพ)

บทที่ 5 สรุปและอภิปรายผลการทดลอง

      (การสรุปอาจสรุปเป็นตอน ๆ หรือสรุปเป็นความเรียงเดียวก็ได้      เนื้อหาการสรุปต้องสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของการศึกษาที่ตั้งไว้    การอภิปรายผลการทดลองให้ยึดหลักภาษาสำนวนที่ผู้อ่านจะเห็นคล้อยตามด้วย)

7.      ข้อเสนอแนะ

(กล่าวถึงข้อคิดเห็นที่ได้จากการทำโครงงาน เช่น จะนำผลของการศึกษาไปใช้ประโยชน์

อะไรได้บ้าง และข้อคิดเห็นของการศึกษาค้นคว้าเรื่องทำนองนี้ต่อไปในอนาคต)

หมายเหตุ  อาจแยกเป็นหัวข้อก็ได้ เช่น

            –      อุปสรรค (กล่าวถึงอุปสรรคในการศึกษาค้นคว้า)

–          ข้อเสนอแนะ(กล่าวถึงข้อคิดเห็นสำหรับการศึกษาเรื่องทำนองนี้ต่อไปในอนาคต)

–          ประโยชน์ของการศึกษา(กล่าวถึงการนำผลกรศึกษาไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง)8.      บรรณานุกรม (เอกสารอ้างอิง)

(ระบุชื่อหนังสือ เอกสาร ตำราต่างๆที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในการทำโครงงาน ควรเขียนให้ถูกต้องตามหลักการเขียนเอกสารอ้างอิงด้วย)

หลักการเขียนเอกสารอ้างอิง มีดังนี้

–          ชื่อและนามสกุลผู้แต่ง. ชื่อหนังสือ. พิมพ์ครั้งที่. ชื่อโรงพิมพ์. จังหวัดที่ทำการพิมพ์. เลขพ.ศ. ที่พิมพ์

–          เอกสารอ้างอิงเล่มหนึ่งๆหากต้องเขียนถึง 2 บรรทัด บรรทัดที่ 2 ต้องย่อหน้าเข้ามาประมาณ 8  ตัวอักษร

–          หากมีหนังสืออ้างอิงหลายเล่ม ให้เรียงตามตัวอักษร ก ข ค ง …..ของชื่อผู้แต่ง

–          หากมีข้อสงสัยให้ถามบรรณารักษ์หรือเจ้าหน้าที่ห้องสมุด

ตัวอย่างการเขียนเอกสารอ้างอิง

บุญพฤกษ์  จาฏามระ. แบบเรียนเคมีบรรยาย. พิมพ์ครั้งที่ 4. อักษรเจริญทัศน์.

               กรุงเทพมหานคร. 2536.

วโรฬส   นรินทร. “การป้องกันและลดความสูญเสียจากภัยธรรมชาติ” วารสารชัยพฤกษ์

               วิทยาศาสตร์, ฉบับที่ 272 (กุมภาพันธ์, 2536) 28-29

9.      ในกรณีที่เป็นโครงงานสิ่งประดิษฐ์   

ต้องมีภาพแสดงโครงสร้างของเครื่องมือด้วย พร้อมทั้งคำอธิบายการทำงานของเครื่องมืออย่างชัดเจนว่าทำงานอย่างไร มีประสิทธิภาพเท่าไร มีการพัฒนาและปรับปรุงเครื่องมือมาเป็นลำดับอย่างไร มีการเลือกและทดสอบความเหมาะสมของอุปกรณ์อย่างไร

10.  กระดาษที่ใช้เขียนหรือพิมพ์รายงาน 

กระดาษที่ใช้เป็นกระดาษ  A4

การทำแผงโครงงาน

วัสดุ      ใช้ไม้อัดหรือวัสดุอื่นที่ไม่เป็นอุปสรรคในการตั้งแผงแสดงโครงงาน

ขนาด    ประกอบด้วยวัสดุเป็นแผ่น 3 แผ่น ดังนี้

–          แผ่นกลาง มีขนาด 60 x 120 เซนติเมตร

–          แผ่นข้าง มีขนาด 60 x 60 เซนติเมตร

60 cm

                                                           121200

                                                           120  cm                                         60 cm

Posted by: kruoiyn | 08/11/2009

อุณหภูมิ

ใบความรู้งานอุณหภูมิอุณหภูมิของสสารเป็นสิ่งที่บอกให้เราทราบว่าสสารนั้นร้อนหรือเย็น ความรู้สึกจากการสัมผัสของเราสามารถบอกเราว่าวัตถุนั้นร้อนหรือเย็นได้ แต่ไม่ดีพอเช่น เมื่อเราเอามือสัมผัสร้อนหรือเย็นมาก่อน แล้วนำมือนั้นมาวัดความร้อนหรือเย็นของวัตถุ การวัดความร้อนหรือเย็นนี้จะไม่แน่นอน จึงมีการสร้างเครื่องมือวัดอุณหภูมิขึ้น เรียกว่า เทอร์มอมิเตอร์ (Thermometer)

            เทอร์มอมิเตอร์ เป็นเครื่องมือช่วยขยายขอบเขตของประสาทสัมผัสทางผิวกาย ใช้วัดระดับความร้อนหรืออุณหภูมิของสิ่งต่างๆ มีหน่วยวัดหลายมาตราเช่น เซลเซียส ฟาเรนไฮต์ เคลวิน

Posted by: kruoiyn | 01/11/2009

หน่วยระบบเอสไอ

ระบบหน่วยระหว่างประเทศ (International System of Units) หรือ ระบบเอสไอ (SI) คือ ระบบหน่วยมาตรฐานที่องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (ISO หรือ International Organization for Standardization) กำหนดขึ้นให้ทุกประเทศใช้เป็นมาตรฐาน เพื่อให้การใช้หน่วยเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก โดยเฉพาะในวงการวิทยาศาสตร์

หน่วยฐานเอสไอ 

หน่วยฐานเอสไอ (SI base units) เป็นหน่วยหลักของระบบเอสไอ มีทั้งหมด 7 หน่วย [1]

ชื่อหน่วย สัญลักษณ์ ปริมาณ นิยาม
กิโลกรัม kg มวล หน่วยของมวลซึ่งเท่ากับมวลต้นแบบระหว่างชาติของกิโลกรัม (ทรงกระบอกแพลตินัมอิริเดียม) เก็บไว้ที่ Bureau International des Poids et Mesures (BIPM) , Sèvres, Paris (1st CGPM (1889) , CR 34-38)
วินาที s เวลา หน่วยของช่วงเวลา 9,192,631,770 เท่าของคาบการแผ่รังสีที่เกิดจากการเปลี่ยนสถานะระดับไฮเพอร์ไฟน์ของสถานะพื้นของอะตอมซีเซียม-133 ที่อุณหภูมิ 0 เคลวิน (13th CGPM (1967-1968) Resolution 1, CR 103)
เมตร m ความยาว หน่วยของความยาวที่แสงเดินทางได้ในสุญญากาศ ในช่วงเวลา 1299,792,458 วินาที (17th CGPM (1983) Resolution 1, CR 97)
แอมแปร์ A กระแสไฟฟ้า หน่วยของกระแสไฟฟ้าคงตัวซึ่งเมื่อให้อยู่ในตัวนำตรงและขนานกัน 2 เส้น ที่มีความยาวไม่จำกัดและมีพื้นที่หน้าตัดน้อยจนไม่ต้องคำนึงถึง และวางห่างกัน 1 เมตรในสุญญากาศแล้ว จะทำให้เกิดแรงระหว่างตัวนำทั้งสองเท่ากับ 2 × 107 นิวตันต่อความยาว 1 เมตร (9th CGPM (1948) Resolution 7, CR 70)
เคลวิน K อุณหภูมิ หน่วยของอุณหภูมิอุณหพลวัติ (หรืออุณหภูมิสัมบูรณ์) มีค่าเท่ากับ 1273.16 ของอุณหภูมิอุณหพลวัติของจุดร่วมสามสถานะของน้ำ (13th CGPM (1967) Resolution 4, CR 104)
โมล mol ปริมาณของสาร หน่วยของปริมาณของสารซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบมูลฐานที่มีจำนวนเท่ากับจำนวนของอะตอมคาร์บอน-12 ปริมาณ 0.012 กิโลกรัม (14th CGPM (1971) Resolution 3, CR 78) (องค์ประกอบมูลฐาน ซึ่งอาจเป็นอะตอม, โมเลกุล, ไอออน, อิเล็กตรอน, หรือ อนุภาค) มีค่าประมาณ 6.02214199 × 1023 หน่วย (เลขอาโวกาโดร)
แคนเดลา cd ความเข้มของการส่องสว่าง หน่วยของความเข้มส่องสว่างในทิศที่กำหนดของแหล่งกำเนิดที่แผ่รังสีของแสงความถี่เดียวที่มีความถี่ 540 × 1012 เฮิรตซ์ และมีความเข้มของการแผ่รังสีในทิศทางนั้นเท่ากับ 1683 วัตต์ต่อสเตอเรเดียน (16th CGPM (1979) Resolution 3, CR 100)

ปริมาณทางกายภาพ

 

ปริมาณทางกายภาพ คือ สิ่งที่สามารถบอกค่าได้แน่นอน วัดและกำหนดค่าได้และใช้แสดง

กฎเกณฑ์ต่างๆ แบ่งได้ 2 ประเภทได้แก่
                 1. ปริมาณสเกลาร์ คือปริมาณที่บอกแต่ขนาดเพียงอย่างเดียวก็ได้ความหมายสมบูรณ์ ไม่ต้องบอกทิศทาง เช่น มวลสาร พื้นที่ ปริมาตร ความหนาแน่น ฯลฯ การหาผลลัพธ์ของปริมาณ สเกลาร์อาศัยหลักการทางพีชคณิต คือวิธีการบวก ลบ คูณ หาร
                 2. ปริมาณเวกเตอร์ คือ ปริมาณที่มีทั้งขนาดและทิศทาง เช่น การกระจัด ความเร็ว ความเร่ง น้ำหนัก แรง ฯลฯ ปริมาณเวกเตอร์เขียนแทนด้วยลูกศร ขนาดความยาวของลูกศรจะเท่ากับขนาดของปริมาณเวกเตอร์ส่วนทิศทางของลูก ศรจะแสดงทิศทางของปริมาณเวกเตอร์

 

ปริมาณต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่

  1. ระยะทาง ( Destance ) หมายถึง ระยะที่วัตถุเคลื่อนที่ได้จริง ๆ โดยจะต้องมีตำแหน่ง

เริ่มต้นตำแหน่งสุดท้าย และเส้นทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ สัญลักษณ์ s เป็นปริมาณสเกลาร์ มีหน่วยเป็น เมตร (m)
                    2. การกระจัด (displacement) หมายถึง ระยะทางที่สั้นที่สุดในการย้ายตำแหน่งจากจุกเริ่มต้นไปยังจุดสุดท้าย ของการเคลื่อนที่ในช่วงที่พิจารณา สัญลักษณ์ เป็นปริมาณเวกเตอร์ มีหน่วยเป็น เมตร (m)

     3. อัตราเร็ว ( Speed ) หมายถึง ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ได้ในหนึ่งหน่วยเวลา เป็น

ปริมาณสเกลาร์ มีหน่วยเป็น เมตร / วินาที
                      อัตราเร็วเฉลี่ย หมายถึง อัตราส่วนระหว่างระยะทางทั้งหมดที่เคลื่อนที่ได้กับช่วงเวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่นั้น
                    4.ความเร็วเฉลี่ย หมายถึง ความเร็วระหว่างช่วงเวลาหนึ่งหรือการกระจัดที่วัดได้ในช่วงเวลาทั้งหมด ทิศของความเร็วที่เปลี่ยนไป จะอยู่ทิศการเปลี่ยนไปการขจัด

  1. ระยะทาง ( Destance ) หมายถึง ระยะที่วัตถุเคลื่อนที่ได้จริง ๆ โดยจะต้องมีตำแหน่ง

เริ่มต้นตำแหน่งสุดท้าย และเส้นทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ สัญลักษณ์ s เป็นปริมาณสเกลาร์ มีหน่วยเป็น เมตร (m)
                    2. การกระจัด (displacement) หมายถึง ระยะทางที่สั้นที่สุดในการย้ายตำแหน่งจากจุกเริ่มต้นไปยังจุดสุดท้าย ของการเคลื่อนที่ในช่วงที่พิจารณา สัญลักษณ์ เป็นปริมาณเวกเตอร์ มีหน่วยเป็น เมตร (m)

     3. อัตราเร็ว ( Speed ) หมายถึง ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ได้ในหนึ่งหน่วยเวลา เป็น

ปริมาณสเกลาร์ มีหน่วยเป็น เมตร / วินาที
                      อัตราเร็วเฉลี่ย หมายถึง อัตราส่วนระหว่างระยะทางทั้งหมดที่เคลื่อนที่ได้กับช่วงเวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่นั้น
                    4.ความเร็วเฉลี่ย หมายถึง ความเร็วระหว่างช่วงเวลาหนึ่งหรือการกระจัดที่วัดได้ในช่วงเวลาทั้งหมด ทิศของความเร็วที่เปลี่ยนไป จะเป็นทิศการเปลี่ยนไปของการขจัด        

Older Posts »

หมวดหมู่